เมื่อตื่นขึ้นมาในเช้าวันที่ 29 มกราคม 2026 หลายคนคงตกใจไม่น้อยเมื่อเห็นราคาทองคำในประเทศไทยพุ่งสูงถึง 81,750 บาทต่อบาททอง คุณอาจสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้น? ทำไมทองคำถึงพุ่งขนาดนี้? และที่สำคัญ – นี่เป็นข่าวดีหรือข่าวร้าย?
ความจริงแล้ว การที่ราคาทองคำพุ่งขึ้นเกือบ 100% ภายในหนึ่งปีนั้นไม่ใช่สัญญาณที่ดี มันสะท้อนถึงวิกฤตการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นกับระบบการเงินโลก วันนี้เราจะพาคุณไปเจาะลึกว่าเบื้องหลังตัวเลขนี้ซ่อนความหมายอะไรไว้ และนักลงทุนไทยควรเตรียมตัวอย่างไร
วิกฤตหนี้สาธารณะสหรัฐฯ: รากเหง้าของปัญหา
หนี้ที่ท่วมท้นเศรษฐกิจโลก
ถ้าจะพูดถึงสาเหตุหลักที่ทำให้ทองคำพุ่ง เราต้องเริ่มที่ประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ – สหรัฐอเมริกา ณ วันนี้ หนี้สาธารณะของสหรัฐฯ อยู่ที่ 38.43 ล้านล้านดอลลาร์ ตัวเลขนี้ใหญ่โตมากจนเกือบจะจินตนาการไม่ออก ลองคิดดูว่าในปีที่แล้วเพียงปีเดียว พวกเขาเพิ่มหนี้ไปถึง 2.25 ล้านล้านดอลลาร์ หรือคิดเป็นวันละประมาณ 8,000 ล้านดอลลาร์!
แล้วที่น่ากังวลยิ่งกว่านั้นคืออะไร? ดอกเบี้ย
ในปีที่ผ่านมา รัฐบาลสหรัฐฯ ต้องจ่ายดอกเบี้ยถึง 952 พันล้านดอลลาร์ จำนวนเงินนี้เกือบเท่ากับงบประมาณ Medicare ทั้งหมด และสูงกว่างบกลาโหมอีกด้วย คุณเห็นภาพไหมว่าสถานการณ์มันร้ายแรงขนาดไหน?
เมื่อพิมพ์เงินเป็นทางออกเดียว
Ray Dalio นักลงทุนระดับตำนานเคยกล่าวไว้ว่า หนี้ที่พุ่งขึ้นแบบไม่มีที่สิ้นสุดนี้เปรียบเสมือน “หัวใจวาย” ที่กำลังจะเกิดขึ้นกับเศรษฐกิจสหรัฐ เมื่อหนี้มากขนาดนี้ รัฐบาลไม่มีทางไหนอื่นนอกจาก “พิมพ์เงิน” เพื่อชำระหนี้ แต่ปัญหาคือ เมื่อพิมพ์เงินออกมามากเกินไป มูลค่าของเงินนั้นก็จะลดลง
นี่คือจุดเริ่มต้นของวิกฤต เมื่อดอลลาร์เริ่มสูญเสียมูลค่า นักลงทุนทั่วโลกก็เริ่มหันไปหาสินทรัพย์ที่มั่นคงกว่า และนั่นก็คือ ทองคำ
ดอลลาร์กำลังสูญเสียบัลลังก์: ยุคสิ้นสุดของเฮงโลกหรือไม่?
ตัวเลขที่น่าตกใจ
มาดูหลักฐานกันว่าดอลลาร์กำลังอ่อนแอลงจริงๆ ดัชนี DXY ซึ่งใช้วัดค่าเงินดอลลาร์เทียบกับสกุลเงินหลักอื่นๆ ตอนนี้อยู่ที่ 96-97 จุด ถือเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 4 ปี โดยลดลงเกือบ 10% จากปีที่แล้ว นักวิเคราะห์หลายคนออกมายืนยันว่า ปี 2025 เป็นหนึ่งในปีที่ยากลำบากที่สุดของดอลลาร์ในประวัติศาสตร์การเงินสมัยใหม่
แต่ที่น่าสนใจกว่านั้นคือ สัดส่วนการใช้ดอลลาร์ในทุนสำรองของประเทศต่างๆ ทั่วโลกกำลังลดลง ย้อนกลับไปเมื่อปี 2001 ดอลลาร์ครองสัดส่วนถึง 72% ของทุนสำรองโลก แต่วันนี้? เหลือเพียง 57.7% เท่านั้น ขณะที่ทองคำกลับเพิ่มขึ้นจาก 13% เป็นเกือบ 20%
De-dollarization: กระแสที่ไม่อาจหยุดยั้ง
ปรากฏการณ์นี้มีชื่อเรียกว่า “De-dollarization” หรือการลดการพึ่งพาดอลลาร์ ประเทศต่างๆ ทั่วโลกเริ่มตั้งคำถามว่า ทำไมเราต้องเก็บทุนสำรองเป็นเงินของประเทศที่มีหนี้สาธารณะ 38 ล้านล้านดอลลาร์ และพิมพ์เงินออกมาใหม่ทุกครั้งที่เจอปัญหา? คำถามนี้ฟังดูสมเหตุสมผลไหม?
เปรียบเสมือนคุณจะฝากเงินไว้กับธนาคาร แต่รู้ว่าธนาคารนั้นกำลังจะล้มละลาย คุณจะยังฝากต่อหรือไม่? คำตอบคงชัดเจน และนั่นคือสิ่งที่ประเทศต่างๆ กำลังคิดเกี่ยวกับดอลลาร์
ธนาคารกลางเทซื้อทองคำ: สัญญาณจากคนในวงการ
ตัวเลขที่บอกความจริง
สิ่งที่น่าสนใจที่สุดในช่วงนี้คือพฤติกรรมของธนาคารกลางทั่วโลก ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2025 ธนาคารกลางซื้อทองคำรวมกันถึง 634 ตัน นี่เป็นปีที่ 4 ติดต่อกันแล้วที่ธนาคารกลางซื้อทองคำเกิน 1,000 ตันต่อปี สถิตินี้บอกอะไรเราบางอย่างหรือไม่?
ประเทศที่เป็นผู้นำในการซื้อทองคำได้แก่ โปแลนด์ (83 ตัน), บราซิล (43 ตัน), คาซัคสถาน (32 ตัน) และจีนที่ซื้อต่อเนื่องมาแล้ว 14 เดือน ที่น่าสนใจคือ เมื่อมีการสำรวจธนาคารกลางทั่วโลก พบว่า 43% วางแผนจะเพิ่มทองคำสำรองในอนาคต ซึ่งเป็นสัดส่วนสูงสุดเป็นประวัติการณ์ เพิ่มขึ้นจาก 29% ในปีที่แล้ว
เมื่อคนในวงการทำอะไร เราควรสังเกต
ลองคิดดูว่า คนที่รู้ข้อมูลภายในมากที่สุด คนที่นั่งในห้องประชุมธนาคารกลาง คนที่มีข้อมูลเศรษฐกิจโลกแบบเรียลไทม์ พวกเขากำลังทำอะไร? กำลังเทซื้อทองคำ
ถ้าคนที่รู้ความจริงมากที่สุดกำลังทำอย่างนี้ มันไม่ได้บอกอะไรเราบางอย่างหรือ? เปรียบได้กับการเห็นกัปตันเรือสวมเสื้อชูชีพก่อนที่จะบอกผู้โดยสารว่ามีปัญหา
BRICS และการปฏิวัติระบบการเงินโลก
สกุลเงินใหม่ที่หนุนด้วยทองคำ
หนึ่งในเหตุการณ์สำคัญที่หลายคนอาจมองข้ามคือ การที่กลุ่มประเทศ BRICS (บราซิล, รัสเซีย, อินเดีย, จีน, แอฟริกาใต้) เปิดตัวสกุลเงินใหม่ชื่อว่า “The Unit” เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2025 สกุลเงินนี้เป็นสกุลเงินดิจิทัลสำหรับการค้าระหว่างประเทศ และสิ่งที่สำคัญคือ มันถูกหนุนด้วยทองคำถึง 40%
ให้เห็นภาพชัดขึ้น กลุ่ม BRICS รวมกันคิดเป็นเกือบ 40% ของประชากรโลก พวกเขากำลังสร้างระบบการเงินใหม่ที่ไม่พึ่งพาดอลลาร์ และเลือกใช้ทองคำเป็นหลักประกัน นี่ไม่ใช่แค่การทดลอง นี่คือการท้าทายระบบการเงินโลกที่มีมานานกว่า 80 ปี
จุดเปลี่ยนของประวัติศาสตร์
ตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 จนถึงปัจจุบัน ดอลลาร์เป็นศูนย์กลางของระบบการเงินโลก ทุกประเทศต้องใช้ดอลลาร์ในการค้าขายระหว่างประเทศ แต่ตอนนี้ มีกลุ่มประเทศที่มีขนาดใหญ่พอกำลังสร้างระบบใหม่ ระบบที่ยึดโยงกับทองคำมากกว่าดอลลาร์
เปรียบได้กับการที่ใครบางคนกำลังสร้างถนนสายใหม่ขนานกับทางด่วนเส้นหลักที่ใช้กันมานาน และถนนสายใหม่นี้กำลังดึงดูดผู้คนให้มาใช้มากขึ้นเรื่อยๆ
นักลงทุนไทยควรทำอย่างไร?
อย่าตื่นตระหนก แต่ต้องเตรียมพร้อม
หลังจากเห็นภาพรวมแล้ว คำถามสำคัญคือ เราควรทำอย่างไรกับข้อมูลเหล่านี้? ผมจะไม่บอกให้คุณรีบไปซื้อทองคำทันที เพราะตอนนี้ราคาทองคำอยู่ในภาวะ Overbought (ราคาสูงเกินจริง) ดัชนี RSI อยู่ที่ระดับ 79 ซึ่งสูงเกินมาตรฐานที่ 70
แต่นี่ไม่ได้หมายความว่าเราไม่ควรทำอะไรเลย กลยุทธ์ที่ฉลาดคือการเข้าใจบริบทและวางแผนอย่างเป็นระบบ
5 หลักการสำหรับการลงทุนทองคำ
หลักที่ 1: เข้าใจบริบทก่อนตัดสินใจ
ทองคำที่พุ่งขึ้นไม่ใช่แค่เทรนด์ชั่วคราว มันคือสัญญาณของการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในระบบการเงินโลก การเข้าใจสาเหตุที่แท้จริงจะช่วยให้คุณตัดสินใจได้ดีกว่าการเดาเอา
หลักที่ 2: จัดสัดส่วนที่เหมาะสม
สถาบันการเงินแนะนำให้มีทองคำ 5-10% ของพอร์ตการลงทุน ถ้าคุณต้องการป้องกันความเสี่ยงสูงขึ้น อาจเพิ่มเป็น 15-20% ได้ แต่อย่าลงทุนทั้งหมดในทองคำเพียงอย่างเดียว การกระจายความเสี่ยงยังคงเป็นกฎทองคำของการลงทุนที่ดี
หลักที่ 3: ใช้กลยุทธ์ DCA (Dollar Cost Averaging)
แทนที่จะซื้อทองคำทั้งหมดในครั้งเดียว ควรแบ่งซื้อเป็น 3-5 ครั้ง เพื่อเฉลี่ยต้นทุน วิธีนี้จะช่วยลดความเสี่ยงจากการซื้อในราคาสูงสุด และให้โอกาสในการซื้อเพิ่มเมื่อราคาปรับตัวลง
หลักที่ 4: กำหนด Stop-loss อย่างชัดเจน
แนวรับสำคัญของราคาทองคำอยู่ที่ประมาณ 75,000-76,000 บาท ถ้าราคาทะลุลงมาต่ำกว่านี้ อาจเป็นสัญญาณว่าจะปรับตัวลงต่อ การมี stop-loss จะช่วยป้องกันการขาดทุนมากเกินไป
หลักที่ 5: เลือกทองคำแท่งมากกว่ารูปพรรณ
สำหรับการลงทุน ทองคำแท่งเหมาะกว่าทองรูปพรรณ เพราะค่ากำเหน็จต่ำกว่ามาก เมื่อคุณขายก็จะได้ราคาใกล้เคียงกับราคาตลาดมากกว่า
ทองคำคือประกันภัย ไม่ใช่เครื่องมือเก็งกำไร
สิ่งสำคัญที่สุดที่คุณต้องเข้าใจคือ อย่ามองทองคำเป็นเครื่องมือเก็งกำไรระยะสั้น มองมันเป็น “ประกันภัย” สำหรับพอร์ตการลงทุนของคุณดีกว่า เป็นการกระจายความเสี่ยงเมื่อระบบการเงินโลกกำลังเผชิญความไม่แน่นอน
ถ้าสิ่งที่เราวิเคราะห์มาทั้งหมดเป็นจริง ถ้าดอลลาร์กำลังอ่อนค่าลงจริงๆ ถ้าระบบการเงินโลกกำลังเปลี่ยนผ่านจริงๆ การมีทองคำในมือบางส่วนอาจเป็นหนึ่งในการตัดสินใจที่ฉลาดที่สุดในชีวิตของคุณ
อนาคตของทองคำ: จะไปต่อหรือพักตัว?
คาดการณ์ที่แตกต่างกัน
ตอนนี้คงมีคำถามในใจว่า ราคาทองคำจะขึ้นต่อไปหรือจะปรับตัวลง? ความจริงคือ ไม่มีใครรู้แน่ชัด Goldman Sachs คาดการณ์ว่าทองคำอาจพุ่งไปถึง 6,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ในขณะที่นักวิเคราะห์บางคนคาดว่าอาจปรับตัวลงมาที่ 4,000 ดอลลาร์
แต่สิ่งหนึ่งที่แน่นอนคือ ปัจจัยพื้นฐานที่หนุนทองคำยังแข็งแกร่งอยู่ หนี้สหรัฐฯ ยังคงเพิ่มขึ้น ความไม่ไว้วางใจในดอลลาร์ยังคงมีอยู่ และธนาคารกลางยังคงซื้อทองคำอย่างต่อเนื่อง
ระวังความผันผวน
อย่างไรก็ตาม ต้องเตือนว่าทองคำก็มีความผันผวนได้เช่นกัน ราคาอาจขึ้นลงในระยะสั้น และถ้าคุณไม่มีแผนการลงทุนที่ชัดเจน คุณอาจเสียเงินได้ง่ายๆ จงจำไว้ว่า การลงทุนใดๆ ก็มีความเสี่ยง และทองคำก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น
บทสรุป: เตรียมพร้อมสำหรับโลกที่เปลี่ยนไป
เราอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญของระบบการเงินโลก ดอลลาร์ที่ครองโลกมากว่า 80 ปีกำลังถูกท้าทาย ประเทศต่างๆ กำลังหาทางเลือกใหม่ และทองคำกำลังกลับมาเป็นศูนย์กลางอีกครั้ง
ไม่ว่าคุณจะเลือกลงทุนทองคำหรือไม่ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นรอบตัวเรา การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้จะส่งผลกระทบต่อทุกคน ไม่ว่าคุณจะพร้อมหรือไม่ก็ตาม การมีความรู้และเตรียมพร้อมจะทำให้คุณสามารถรับมือกับการเปลี่ยนแปลงได้ดีกว่าคนที่ไม่รู้อะไรเลย
จงจำไว้ว่า โลกกำลังเปลี่ยนไป และคนที่เข้าใจการเปลี่ยนแปลงจะได้เปรียบมากกว่าคนที่ยังหลับใหล
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
1. ทำไมราคาทองคำถึงพุ่งขึ้นสูงขนาดนี้ในปี 2026?
สาเหตุหลักมาจากหนี้สาธารณะของสหรัฐฯ ที่พุ่งสูงถึง 38.43 ล้านล้านดอลลาร์ ทำให้นักลงทุนทั่วโลกเริ่มกังวลเกี่ยวกับความมั่นคงของดอลลาร์ ประกอบกับธนาคารกลางทั่วโลกเทซื้อทองคำอย่างต่อเนื่อง และการเกิดขึ้นของสกุลเงิน BRICS ที่หนุนด้วยทองคำ ปัจจัยเหล่านี้รวมกันทำให้ทองคำกลายเป็นสินทรัพย์ที่นักลงทุนมองหาเพื่อหลบภัย ส่งผลให้ราคาพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว
2. ตอนนี้ควรซื้อทองคำหรือรอให้ราคาลงก่อน?
ณ ตอนนี้ราคาทองคำอยู่ในภาวะ Overbought หรือราคาสูงเกินจริง ดังนั้นไม่แนะนำให้ซื้อทั้งหมดในครั้งเดียว กลยุทธ์ที่ดีกว่าคือการใช้วิธี DCA (Dollar Cost Averaging) โดยแบ่งซื้อเป็นหลายครั้ง เพื่อเฉลี่ยต้นทุนและลดความเสี่ยง ควรรอช่วงที่ราคาปรับตัวลงมาที่แนวรับ 75,000-76,000 บาทเพื่อเริ่มสะสมทีละน้อย อย่าลืมว่าทองคำควรเป็นส่วนหนึ่งของพอร์ตการลงทุน ไม่ใช่ทั้งหมด
3. การที่ธนาคารกลางเทซื้อทองคำมีความหมายอย่างไรกับนักลงทุนทั่วไป?
การที่ธนาคารกลางทั่วโลกซื้อทองคำอย่างต่อเนื่องเป็นสัญญาณสำคัญที่บ่งบอกว่าสถาบันการเงินที่มีข้อมูลมากที่สุดกำลังเตรียมพร้อมสำหรับความไม่แน่นอนในระบบการเงินโลก พวกเขาลดการถือครองดอลลาร์และเพิ่มทองคำเป็นทุนสำรอง สำหรับนักลงทุนทั่วไป นี่คือสัญญาณให้พิจารณามีทองคำในพอร์ตการลงทุนบ้าง โดยสถาบันการเงินแนะนำให้มีสัดส่วน 5-10% ของพอร์ต และอาจเพิ่มเป็น 15-20% ถ้าต้องการป้องกันความเสี่ยงมากขึ้น